บทความคัดลอก สูจิบัตร เขียนโดย หวันยะโกบ ปะดุกา :2545 คัดลอก/ปรับแต่งข้อความบางตอนให้เนื้อหาเป็นทางราชการ โดย ร.ต.ท.เจษฎา ปะดุกา : 2559

สถานที่ตั้ง

            บ้านนาปริกตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นที่ตั้งของกุโบร์บ้านนาปริก ซึ่งเป็นที่ฝังศพของผู้นับถือศาสนาอิสลาม เนื้อที่กุโบร์มีประมาณ 16 ไร่ เป็นกุโบร์เก่าแก่แห่งหนึ่ง มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ สันนิษฐานว่า สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งชุมชนแห่งหนึ่งการการก่อตั้งเมืองสตูล ในปี พ.ศ.2382 สมัยพระยาอภัยนุราช(ตนกูมูฮัมหมัดอาเก็บ) เป็นเจ้าเมืองคนแรก

ลักษณะกุโบร์บ้านนาปริก

            ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อเสียชีวิตแล้วจะฝังศพในสถานที่ที่ได้กำหนด โดยขุหลุมเท่าขนาดของผู้ตาย เมื่อฝังแล้วจะมีหินหรือไม้ปักไว้ที่ส่วนเท้าและศีรษะ เพื่อแสดงตำแหน่งและเพศ หากเครื่องหมายมีลักษณะแหลมแบน หมายถึงเพศหญิง แลหากมีลักษณะกลมมน หมายถึงเพศชาย

            ที่กุโบร์เก่าแก่แห่งนี้ บริเวณที่ฝังศพแบ่งเป็น 2 จุด จุดแรกเป็นที่ฝังศพของสองพี่น้อง คือ ดาโต๊ะแก่ “บุตรคนโตของซาฮัดซอและห์ หรือดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน” (ไม่ปรากฏชื่อจริง) และดาโต๊ะหวันอาหมาดลักษมณาฆารัง รายาแลหลานะนาปะดุกาต่วน เยื้องจากจุดแรกประมาณ 3 เมตร เป็นที่ฝังศพของบุคคลอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน มีหลักฐานปรกฏอยู่ประมาณ 5 คน และมีหลักแสดงตำแหน่งและเพศของผู้ตาย

ภาพกุโบร์เก่า

หลุมฝังศพ ดาโต๊ะแก่ และดาโต๊ะหวันอะหมาด ที่บ้านนาปริก

            บริเวณที่ฝังศพจากจุดแรกฝังเคียงกันโดยก่ออิฐซ้อนสูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุต ไม่ฉาบปูน แผ่นอิฐบางและใหญ่กว่าอิฐในปัจจุบัน ลักษณะเดียวกับแผ่นอิฐที่ก่อกำแพงบริเวณกุโบร์พระยาอภัยนุราช(ตนกูมูฮัมหมัดอาเก็บ) ต่างกันที่กุโบร์แห่งนี้ฉาบปูนแข็งแรงมาก ส่วนบริเวณจุดที่สอง บริเวณที่ฝังศพไม่ก่ออิฐ เพียงแต่ฝังดินและมีเครื่องหมายปักอยู่เหนือหลุมฝังศพ เครื่องหมายที่แสดงตำแหน่งและเพศของผู้ตายนี้เป็นหินแกะสลักลวดลายและอักษรอาหรับสวยงามมาก แม้เวลาล่วงมาเนิ่นนานแต่ลวดลายและอักษรอาหรับยังปรากฏอยู่ชัดเจน

หลุมฝังศพของบุคคลอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน

ประวัติกุโบร์บ้านนาปริก

            ประวัติกุโบร์เก่าแก่แห่งนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอน เป็นเพียงคำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ตอนปลายรัชการของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มูเก็มสโตย(ตำบลสโตย) เป็นตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี ได้มีโจรกลุ่มหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า “โจรสลัดแดง” ได้พาพรรคพวกมาตั้งค่ายอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมคลอมำบัง เพื่อเก็บส่วยจากชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็ได้ส่งอีกกลุ่มหนึ่งไปตั้งค่ายเก็บส่วยอยู่ที่คลองมำบัง ริมเชิงเขาลูกหนึ่ง

            จากเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านมีความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ทำให้ชายคนหนึ่ง ชือ หยาขี้เรื้อน “เนื่องจากร่างกายเป็นโรคเรื้อน” ลุกขึ้นสู้ขัดขวางการเก็บส่วย ทำให้กลุ่มโจรไม่พอใจคิดหาทางกำจัด นายหยา ขี้เรื้อนเห็นสู้ไม่ได้จึงหลบหนีออกจากมูเก็มสโตยไป จนกระทั่งถึงเมืองไทรบุรี ชาวบ้านเห็นเป็นคนแปลกหน้าจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ปกครองทราบ จึงถูกจับกุมคุมขังไว้ นายหยาขี้เรื้อนพยายามพูดจาขอร้องให้พาตนเข้าพบกับพระยาไทรบุรี พระยารัตนสงคราม รามราชภักดี ศรีสุต่าน มะหะหมัด รัตนราชบดินทร์ สุรินทวังษา พระยาไทรบุรี(ตนกูปะแงรัน หรือสุลต่าน อะหมัดตายุดดีน ฮาลิม ชาห็ที่ 2) เพื่อเล่าเรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านมูเก็มสโตยที่ถูกโจรสลัดแดงเก็บส่วย เมื่อพระยารัตนสงคราม(ตนกูปะแงรัน) ทราบรายละเอียดต่างๆ แล้ว ได้สั่งประกาศหาผู้กล้าหาญเพื่ออาสาไปปราบโจรสลัดแดงกลุ่มนี้

            ประกาศเป็นเวลานานหลายเดือน ก็ยังไม่มีผู้ใดมารับอาสาเนื่องจากกลัวอิทธิพลของโจรกลุ่มนี้ จนกระทั้งดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) เดินทางมาจากเมืองมะละกาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับเมืองไทรบุรี เมื่อได้เห็นประกาศหาผู้สมัครผู้อาสาปราบโจรสลัดแดงที่มูเก็มสโตย ได้เข้าพบกับพระยารัตนสงคราม(ตนกูปะแงรัน) พร้อมรับอาสาปราบโจรสลัดแดง ทำให้พระยารัตนสงคราม มีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงสั่งให้จัดเรือ 3 ลำ เสบียงอาหารทหารฝีมือดีพร้อมอาวุธ ลงเรือเป็นที่เรียบร้อย ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ดูฤกษ์ยามก่อนออกเดินทางโดยย่างเท้าลงเหยียบแคมเรือ ทันใดนั้นเรือก็ล่ม ท่านจึงสั่งให้หยุดการเดินทางด้วยเรือในครั้งนี้แล้วแจ้งให้พระยารัตนสงคราม(ตนกูปะแงรัน)ทราบ

            ต่อมา ดาโต๊ะลักษาณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ขอช้าง 7 เชือก เสบียงอาหาร ทหารและอาวุธ ออกเดินทางโดยใช้ช้างเป็นพาหนะมุ่งสู่มูเก็มสโตย ผ่านปะลิส เข้ามาทางกากีบูเก็ต และวังเกลียน(ปัจจุบันอยู่ในประเทศมาเลเซีย) “ผ่านบ้านวังประจัน หมู่ที่ 2, บ้านทุ่งมะปรัง หมู่ที่ 1 ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล จนถึงบ้านบูเกตยามู หมู่ที่ 7 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล(ในปัจจุบัน)” ได้หยุดพักแล้วออกสำรวจเห็นเป็นพื้นที่ราบ กว้างขวาง มีภูเขาและลำคลองที่มีน้ำต่ำกว่าตลิ่งแค่ศอก มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นชัยภูมิที่เหมาะสม จึงได้หยุดพักสั่งให้ทหารจัดตั้งฐานทัพขึ้นบริเวณเชิงเขา พร้อมทั้งตัดไม้ ถางป่าเตรียมพื้นที่ทำการเพาะปลูกพืช ทหารอีกลุ่มหนึ่งออกหาข่าวและแหล่งที่ตั้งค่ายของโจรสลัดแดงจนกระทั่งรู้อย่างละเอียดชัดเจน

            เวลาผ่านไปไม่นานนัก พืชที่ปลูกเริ่มออกผล ทหารได้ตัดต้นไผ่ต่อล่องเป็นแพ แล้วบรรทุกพืชผัก เสบียงอาหารและสัมภาระพร้อมอาวุธซ่อนไว้ ล่องแพไปตามคลองมำบังจนถึงด่านเก็บส่วย โจรสลัดแดงสั่งให้หยุดแพและลงไปเก็บส่วย ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) และกลุ่มทหารได้โอกาสคว้าดาบที่ซ่อนไว้ออกมาทำการต่อสู้ กลุ่มโจรเห็นสู้ไม่ได้จึงหลบหนีออกจากค่ายไปลงเรือมุ่งสู่ทะเล ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) เห็นกลุ่มโจรลงเรือหลยหนีออกทะเล จึงสั่งทหารจัดเรือออกติดตามขับไล่ ขณะเดียวกันเกิดพายุคลื่นลมแรงจึงสั่งให้ทหารนำเรือหลบพายุที่เกาะแห่งหนึ่ง ต่อมาเกาะแห่งนี้ชื่อว่า “เกาะลักษมณา” เมื่อพายุคลื่นลมสงบจึงกลับขึ้นฝั่งเข้ายึดค่ายโจรสลัดแดงไว้ พร้อมทั้งให้ทหารเฝ้าควบคุมดูแลประจำการ ส่วนที่ตั้งฐานทัพบริเวณเชิงเขา ได้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะขึ้น ต่อมาภูเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า “บูเก็ตยามู” มาจากภาษามาลายูท้องถิ่น คำว่า “บูเก็ต” แปลว่า ภูเขา และคำว่า “ยามู” แปลว่า การเลี้ยง ต่อมาได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านบูเก็ยามู” ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

            หลังจากนั้น ดาตะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) เดินทางกลับไปเมืองไทรบุรี เพื่อรายงานผลการปราบโจรในครั้งนี้ ทำให้พระยารัตนสงคราม(ตนกูปะแงรัน) มีความปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอให้ท่านไปอยู่ควบคุมดูแลมูเก็มสโตย ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ได้ปฏิบัติตามคำขอร้องของพระยารัตนสงคราม ได้เดินทางกลับไปเมืองมะละกา และได้นำบุตรจำนวน 5 คน เดินทางสู่มูเก็มสโตย และได้สั่งให้ทหารก่อสร้างที่ทำการปกครองขึ้นที่บริเวณที่ตั้งค่ายของโจรสลัดแดง “ใต้ต้นมะขามใหญ่” ริมคลองมำบัง “ที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองสตูลในปัจจุบัน” จนแล้วเสร็จ

            ต่อมาชาวบ้านได้เชิญชวนดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ไปล่าสัตว์ ซึ่งเป็นประเพณีของชาวมูเก็มสโตยที่มีการจัดขึ้นทุกปี ดังนั้น ได้จัดให้มีกองคาราวานเสบียงอาหารพร้อมทั้งเครื่องมือล่าสัตว์ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านทุ่งเหนือ(บ้านทุ่งตำเสา หมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัสตูล ในปัจจุบัน) ทำการล่าสัตว์ได้กวางและเก้งจำนวนมาก เมื่อครบกำหนดเดินทางออกจากป่ากลับค่ายที่พัก ผ่านปลัก(บึงหรือหนองน้ำ) อยู่ระหว่างกอไผ่ ท่านต้องการล้างหน้าจึงเดินไปริมปลัก ทำให้ลื่นล้มลงไปในปลัก ทหารและชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันหัวเราะด้วยความสนุกสนาน ต่อมาปลักน้ำแห่งนี้ ชาวบ้านได้ตั้งชื่อว่า “ปลักลักษมณา” ปัจจุบันที่อยู่หมูที่ 10 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

ปลักลักษมณา ตั้งอยู่ริมถนนยนตรการกำธร หลักกิโลเมตรที่ 55

            ต่อมา ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ได้เดินทางกลับถึงที่ทำการปกครอง ก็ได้เรียกบุตรทั้ง 5 คน พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษามาร่วมกันร่างกฎระเบียบการปกครองและแต่งตั้งผู้ดูแลมูเก็มสโตย ที่ประชุมเห็นชอบให้ดาโต๊ะแก่ บินซาฮัดซอและห์ (ไม่ปรากฏชื่อจริง) แต่ท่านไม่ขอรับตำแหน่งและได้เสนอแต่งตั้งน้องชาย คือ ดาโต๊ะหวันอะหมาด บิน ซาฮัดซอและห์) เป็นผู้ดูแลมูเก็มสโตย ที่ประชุมเห็นชอบและตั้งนามใหม่เป็น ดาโต๊ะหวันอะหมาดลักษมณา ฆารังรายาแลหลานะนา ปะดุกาต่วน” เมื่อวางกฎระเบียบการปกครองและแต่งตั้งผู้ดูแลมูเก็มสโตยเสร็จสิ้นลงแล้ว ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดวอและห์) พร้อมด้วยบุตรอีก 3 คน ได้เดินทางกลับสู่เมืองมะลากา ส่วนดาโต๊ะแก่ ขออยู่เป็นที่ปรึกษาให้กับน้องชาย คือ ดาโต๊ะหวันอะหมาด ช่วยกันควบคุมดูแลมูเก็มสะโตย

            ต่อมา ได้มีหลานและญาติพี่น้องรวมถึงเพื่อนสนิทได้ติดตามดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ มาอยู่ที่บ้านบูเก็ตยามู ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) มาตั้งฐานทัพครั้งแรกที่เข้ามาปราบโจรสลัดแดง ดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ ได้ส่งเสริมให้มีการบำรุงรักษาและพัฒนาบ้านบูเก็ตยามูจนกลายเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง จากนั้นได้มีการขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยไ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ย้ายบ้านเรือนออกไปตั้งชุมชนใหม่ที่ริมคลองทางด้านทิศตะวันตก ห่างจากบ้านบูเก็ตยามูไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีหัวหน้าชุมชนซึ่งเป็นญาติของดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน และเคยเป็นหัวหน้านายทหารคนสำคัญ โดยออกไปประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ โดยตั้งชื่อชุมชนใหม่นี้ว่า “กำปงดูสน” มาจากภาษามาลายู “กำปง” แปลว่า “หมู่บ้าน” และ “ดูสน” แปลว่า “สวน” ปัจจุบัน คือ บ้านดูสน หมู่ที่ 5,6 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

ภาพ

กูโบร์บ้านดูสน บริเวณที่ฝังศพโต๊ะดูสน

            นอกจากนี้ มีชาวบ้านอีกลุ่มหนึ่งได้ย้ายบ้านเรือนไปตั้งถิ่นฐานทางด้านทิศหนือ ห่างจากบ้านบูเก็ตยามูไปประมาณ 1 กิโลเมตร ประกอบอาชีพทำไร ทำนา ต่อมาได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านนาปริก” ปัจจุบัน คือ หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอวนโดน จังหวัดสตูล

            ส่วนดาโต๊ะแก่ และดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ ท่านทั้งสองได้พำนักอาศัยอยู่ ณ ที่ทำการปกครอง ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมคลอมำบัง “ด่านตรวจคนเข้าเมืองสตูลในปัจจุบัน”

ประเพณีล่าสัตว์ของชาวมูเก็มสโตย        

            ในฤดูแล้งของทุกปี ชาวมูเก็มสโตยจะมีประเพณีการล่าสัตว์  โดยกำหนดให้มีการล่าสัตว์ตามประเพณีครั้งละ 1 สัปดาห์ เป็นประจำทุกปี ในปี พ.ศ.2382  ดาโต๊ะแก่ ได้รับการร้องขอจากชาวบ้านให้ร่วมคาราวานออกล่าสัตว์ ก็ได้จัดคาราวานไปตั้งค่ายพักแรมที่ทุ่งเหนือ “บ้านทุ่งตำเสา หมู่ที่ 10 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ในปัจจุบัน” และให้พรานออกำรวจพื้นที่ในการวางกับดัก จากนั้นพรานจะนำกับดักโดยใช้บ่างหริงไปวางในทิศทางที่จะให้สัตว์วิ่งไป อีกกลุ่มหนึ่งจะขี่ม้าตีโอบล้อมอีกด้านหนึ่งเพื่อไล่ต้อนให้สัตว์วิ่งไปในทิศทางที่วางกับดังไว้ เมื่อสัตว์ติดกับดักก็จะมีผู้คอยจับสัตว์อีกกลุ่มหนึ่ง

ภาพ

บ่วงหริง เครื่องมือจับกวางของคนในอดีต

ควนกวางแทก จุดเกิดเหตุที่ดาโต๊ะแก่เสียชีวิต

            ครั้งหนึ่ง ขระทำการล่าสัตว์ ได้เกิดการสูญเสียอย่างไม่คาดคิด เมื่อดาโต๊ะแก่ไปยืนอยู่บริเวณข้างบ่วงหริงด้านหนึ่ง พรานเห็นแล้วว่าน่าจะไม่ปลอดภัยก็บอกให้ท่านออกจากบริเวณนั้น แต่ท่านไม่ปฏิบัติตาม เมื่อการไล่ต้อนสัตว์เริ่มขึ้นเพื่อไล่ต้อนให้สัตว์วิ่งไปตามทิศทางที่วางกับดักไว้ สัตว์ต่างๆ ก็วิ่งกันชุลมุน บังเอิญมีกวางเพศผู้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งไปตามทิศทางบ่วงหริงที่ดาโต๊ะแก่ยืนอยู่ และวิ่งมาชนดาโต๊ะแก่เข้าเต็มแรง ทันใดนั้นท่านก็ชักกริชออกมาแทงกวางเข้าบริเวณอกทะลุสันหลังล้มลงขาดใจตาย ส่วนดาโต๊ะแก่ที่ถูกกวางวิ่งชนก็ล้มลงสิ้นใจตายเช่นเดียวกัน ต่อมาสถานที่แห่งนี้จึงเรียกว่า “ควนกวางแทก” ที่ตั้ง คือ บ้านนาปริก หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ในปัจจุบัน

            หลังจากที่ท่านดาตะแก่ได้เสียชีวิตลง ได้นำศพของท่านไปเตรียมฝังศพ ณ กุโบร์บ้านบูเก็ตยามู แต่ได้มีการเสนอในที่ประชุมให้นำศพของดาโต๊ะแก่ไปฝังไว้ที่บ้านนาปริก เนื่องจากเป็นศูนย์กลาง โดยเมื่อเทียบระหว่างบ้านบูเก็ตยามู ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพครั้งแรกสมัยดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) กับบ้านดูสน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ญาติใกล้ชิดได้ย้ายไปทำสวนผลไม้ จะเป็นจุดศูนย์กลางมากกว่า ดังนั้นจึงได้มีมติอย่างเป็นทางการนำศพท่านดาโต๊ะแก่มาฝังไว้ที่บ้านนาปริก ซึ่งกุโบร์แห่งนี้มีชื่อที่เรียกขานกันมาในอดีตหลายชื่อ เช่น กุโบร์โต๊ะแก่ กุโบร์ใหญ่ เป็นต้น

ควนกวางแทก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านนาปริก ม.9 ต.ควนโดน

            ต่อมา เมื่อญาติทางเมืองมะละกาทราบข่าวการสูญเสียชิวิตของท่าน ได้เดินทางมาเยี่ยมกุโบร์(หลุมฝังศพ) พร้อมนำเสาหินแกะสลักลวดลายมาด้วยเพื่อทำ “ตันดา”(เครื่องหมาย) ที่หลุมฝังศพของท่าน ส่วนดาโต๊ะหวัดอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนา ปะดุกาต่วน หลังจากที่พี่ชายได้เสียชีวิตก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่ง ถึงกับได้สั่งเสียบรรดาบุตรหลานของท่านว่า เมื่อใดที่ท่านเสียชีวิต ขอให้นำศพของท่านไปฝังใกล้กับหลุมฝังศพพี่ชายที่กุโบร์บ้านนาปริก และหลังจากที่ท่านดาโต๊ะแก่เสียชีวิตลงไม่นาน ดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ ก็ได้เสียชีวิตอีก ในที่สุดทั้งสองพี่น้องก็ได้ถูกฝังไว้ใกล้กัน ตามที่ปรากฎหลักฐานจวบจนปัจจุบัน

ที่มาของนามสกุล        

            อนึ่ง ดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูล “ปะดุกา” ซึ่งแต่เดิมนั้น ชาวสตูลจะยึดถือแบบอย่างการใช้ชื่อสกุลตามเมืองไทรบุรี โดยเพศชายจะใช้คำนำหน้านามสกุลว่า “บิน” แปลว่าบุตร เช่น นายมูฮัมหมัด บิน อับดุลเราะห์มาน (นายมูฮัมหมัดบตรของนายอับดุลเราะห์มาน) ส่วนเพศหญิงจะใช้คำนำหน้านามสกุลว่า “บินตี” แปลว่า บุตรี เช่น อามีน๊ะ บินตี อิบรอฮีม(อามีน๊ะบุตรของนายอิบรอฮีม) เป็นต้น

            ต่อมา ในสมัยพระบาทมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พุทธศักราช 2455 ซึ่งตรงกับสมัยของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์(ตุ๋ย บิน อับดุลลาห์) เป็นเจ้าเมืองสตูล จึงประกาศให้ชาวสตูลแจ้งขึ้นชื่อนามสกุล

            ในการนี้ ได้คิดหานามสกุลต่างๆ กันขึ้นมา เช่น ตั้งนามสกุลขึ้นตามตำแหน่งหรือยศของบรรพบุรุษ ส่วนหนึ่งก็คือ “นามสกุลปะดุกา” ซึ่งได้นำมาจากตำแหน่งหรือยศของดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน

            “ลักษมณา” Laksamana ในภาษาอินโดนีเซีย หรือมาลายู แปลว่า “พลเรือน”

            “ปะดุกา” Paduka มาจากภาษอินโดนีเซีย แปลว่า “Excellency” หรือ “พณฯ หัวเจ้าท่าน”

            สายสกุลของดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนามสกุล “ปะดุกา” เท่านั้น ยังมีสกุลที่เป็นเครือญาติที่สืบสายมาจากตระกูลเดียวกัน ได้แก่ นามสกุล ฮะอุรา, หวันอาหลัง, อาหลัง, เถาวัลย์ และโต๊ะดุสน เป็นต้น

            ดังนั้น กล่าวได้ว่า กุโบร์บ้านนาปริก ดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณา ฆารังรายาแลหลานะนาปะดุกาต่วน ต้นตะกูลปะดุกา มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เริ่มจากตอนปลายของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งตรงกับสมัยของพระยารัตนสงคราม รามาราชภักดี ศรีสุลต่าน มะหะหมัด รัตนราชบดินทร์ สุรินวังษา พระยาไทรบุรี(ตนกูปพแงรัน หรือสุลต่าน อะหมัดตายุดดีน ฮาลิม ชาร์ที่ 2) เป็นเจ้าเมืองไทรบุรี ได้มีคำสั่งให้ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน)ซาฮัดซอและห์) ไปปราบโจรสลัดแดงที่มูเก็มสโตย ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี หลังจากที่ได้ปราบโจรสลัดแดงเรียบร้อยแล้ว ดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ได้นำบุตร 2 คน คือดาโต๊ะแก่ และดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณา ฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน มาอยู่ดูและรักษาความสงบเรียบร้อยในมูเก็มสโตย ตามคำร้องขอของเจ้าเมืองไทรบุรี จนกระทั้งดาโต๊ะแก่และดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ เสียชีวิตลง จึงได้นำศพมาฝังไว้ที่กุโบบ้านนาปริก

            ต่อมา ในปีพุทธศักราช 2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยนุราช(ตนกูบิศนู) มาปกครองท้องที่สตูล แต่พระยาอภัยนุราช ได้มอบให้ดาโต๊ะหวันหล๊ะ(หวันอับดุลลาห์ บินหวันอะหมาด) บุตรของดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน เป็นผู้ดูแลระงับทุกข์ บำรุงสุขของราษฎรแทน

            ในปีพุทธศักราช 2382 พระบาทมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาอภัยนุราช(ตนกูมูฮัมหมัดอาเก็บ) เป็นเจ้าเมืองสตูลคนแรก พระยาอภัยนุราช ได้มอบให้หวันอุมาร์ บิน หวันฮาดี บิน หวันหลงอิสมาแอล เป็นมนตรีบริหารบ้านเมืองทั้งทางโลกและทางธรรม

            ในปีพุทธศักราช 2418 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาอภัยนุราช(ตนกูอิสมาแอล) เป็นเจ้าเมืองสตูล จนถึง พ.ศ. 2427

            ในปีพุทธศักราช 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาอภัยนุราช(ตนกูอับดุลเราะห์มาน) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปกครองเมืองสตูลสืบแทนบิดา พระยาอภัยนุราช(ตนกูอับดุลเราะห์มาน) ได้มอบหมายให้หวันอิสมาแอน และหวันยะโกบ สองพี่น้องบุตรหวันอุมาร์ มนตรีคนเก่า มีหน้าที่เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ผ่านมาถึงปี พ.ศ.2443 สมัยพระยาภูมินารถภักดี(กูเด็น บิน กูแมะ)

            ตามที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้ตรา “พระราชบัญญัตินามสกุล” แก่ปวงชนชาวไทย ลงวันที่ 22 มีนาคม 2455 จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช 2457 ในสมัยของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์(ตุ๋ย บิน อับดุลลาห์) ได้ประกาศให้ชาวมูเก็มสโตยทุกคนไปขึ้นนามสกุล สายเลือดตระกูลของดาโต๊ะหวันอะหมาด ลักษมณาฆารังรายา แลหลานะนาปะดุกาต่วน ได้นำเอาตำแหน่งและยศของท่านดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ มาเป็นนามสกุล คือ “ปะดุกา” รวมถึงสกุลที่เป็นเครือญาติสืบสายมาจกตระกูลเดียวกัน ได้แก่ นามสกุล ฮะอุรา หวันอาหลัง อาหลัง เถาวัลย์ โต๊ะดุสน เป็นต้น สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

สภาพกุโบร์บ้านนาปริกในปัจจุบัน

            กุโบร์บ้านนาปริกในปัจจุบันอยู่ทางด้านทิศใต้ของมัสยิดฟัตหุเราะห์มาน(มัสยิดบ้านนาปริก) หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นกุโบร์ที่ชาวบ้านในพื้นที่บ้านนาปริก บ้านบูเก็ตยามูและเครือญาติคนสำคัญๆ ยังคงใช้เป็นที่ฝังศพผู้เสียชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังไว้ห่างจากกุโบร์ดาโต๊ะแก่, ดาโต๊ะหวันอะหมาดฯ และเครือญาติรุ่นก่อนออกมาเล็กน้อย

สภาพกุโบร์บ้านนาปริกในปัจจุบัน

            กุโบร์เก่าแก่แห่งนี้ นับเป็นถานที่โบราณที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์สืบต่อกันมายาวนาน แม้ว่าลักษณะโดยทั่วไปจะเหมือนสถานที่ฝังศพโดยทั่วๆ ไปก็ตาม แต่จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้ คือ เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสน์เมืองสตูล หลักฐานที่มีอยู่ในบริเวณบ้านนาปริก ย่อมเป็นสิ่งยืนยันความเจริญในอดีตเป็นเวลายาวนานถึง 200 ปีเศษ