บ้านนาปริก หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นหมู่บ้านที่เกิดใหม่ เดิมขึ้นกับบ้านบูเกตยามู หมู่ที่ 13 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

        ต่อมา ตำบลควนโดนได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอควนโดน มีการแบ่งเขตอำนาจการปกครองเป็น 3 ตำบล ประกอบด้วย

        1.ตำบลควนโดน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้าน บ้านนาปริกขึ้นกับบ้านบูเกตยามู หมู่ที่ 7 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ต่อมาในปี พ.ศ.2537 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ได้แบ่งเขตการปกครองขึ้นใหม่ จาก 7 หมู่บ้าน  เป็น 10 หมู่บ้าน  

        2.ตำบลย่านซื่อ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้าน

        3.ตำบลวังประจัน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 หมู่บ้าน

ความเป็นมาของชุมชนบ้านนาปริก

        บ้านนาปริกเกิดขึ้นก่อนสมัยของท่านอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี (กูบารูเด็น บินตำมะหงง) เจ้าเมืองสตูล ปกครองเมืองสตูล

        เป็นการเล่าต่อๆ กันมาจากผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นต่อรุ่นว่า ในตอนปลายของรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีชื่อเดิมเป็นภาษามาลายูว่า"มูเก็มสะโตย" แปลเป็นไทยได้ความว่า"หมู่บ้านกระท้อน"

        ในอดีต ตำบลสโตย(มูเก็มสะโตย) เป็นตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี ได้มีโจรกลุ่มหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า โจรสลัดแดง ได้พาพรรคพวกมาตั้งค่ายอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมคลองมำบังเพื่อเก็บส่วยจากชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็ได้ส่งอีกกลุ่มหนึ่งไปตั้งค่ายเก็บส่วนอยู่ที่คลองมำบังริมเชิงเขาลูกหนึ่ง จากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านมีความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ทำให้ชายคนหนึ่งชื่อ หยา ขี้เรื้อน (เนื่องจากร่างกายเป็นโรคเรื้อน) ลุกขึ้นสู้ขัดขวางการเก็บส่วย ทำให้กลุ่มโจรไม่พอใจคิดหาทางกำจัด นายหยาขี้เรื้อนเห็นว่าสุ้ไม่ได้จึงหลบหนีออกจากมูเก็มสะโตยไป จนกระทั่งถึงเมืองไทรบุรี ชาวบ้านเห็นเป็นคนแปลกหน้าจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ปกครองทราบ จึงถูกจับกุมคุมขังตัวไว้ นายหยาขี้เรื้อนพยายามพูดจาขอร้องให้พาตนเข้าพบกับพระยาไทรบุรี "พระยารัตนสงคราม รามราชภักดี ศรีสุลต่าน มะหะหมัด รัตนราชบดินทร์ สุรินทวังษา" พระยาไทรบุรี (ตนกูปะแงรัน หรือสุลค่าน อะหมัด ตายุดดีน ฮาลิม ชาห์ที่ 2) เพื่อเล่าเรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านในมูเก็มสโตยที่ถูกโจรสลัดแดงเก็บส่วย

        เมื่อพระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) ทราบรายละเอียดต่างๆ แล้ว ได้สั่งให้ประกาศหาผู้กล้าหาญเพื่ออาสาไปปราบโจรสลัดแดงกลุ่มนี้ ประกาศเป็นเวลานานหลายเดือน ก็ยังไม่มีผู้ใดมารับอาสา เนื่องจากกลัวอิทธิพลของโจรกลุ่มนี้ จนกระทั่งดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) เดินทางมาจากเมืองมะละกาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับเมืองไทรบุรี

เมื่อท่านดาโต๊ะลักษมาณาฯ ได้เห็นประกาศหาผู้อาสาปราบโจรสลัดแดงที่มูเก็มสโตย ได้เข้าพบกับพระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) พร้อมรับอาสาปราบโจรสลัดแดง ทำให้พระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) มีความปิติเป็นอย่างยิ่ง จึงสั่งให้จัดเรือ 3 ลำ เสบียงอาหารทหารฝีมือดีพร้อมอาวุธ ลงเรือเป็นที่เรียบร้อย ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน (ซาฮัดซอและห์) ดูฤกษ์ยามก่อนออกเดินทางโดยย่างเท้าลงเหยียบแคมเรือ ทันใดนั้นเรือก็ล่ม ท่านจึงได้สั่งให้หยุดการเดินทางด้วยเรือในครั้งนี้แล้วแจ้งให้พระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) ทราบ

        ต่อมาดาโต๊ะลักษมณา ปะดุกาต่วน (ซาฮัดซอและห์) ได้ขอช้าง 7 เชือกพร้อมเสบียงอาหาร ทหารและอาวุธ ออกเดินทางโดยใช้ช้างเป็นพาหนะมุ่งสู่มูเก็มสโตย ผ่านปะลิส เข้ามาทางกากีบูเก็ต และวังเกลียน (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศมาเลเซีย) ผ่านบ้านวังประจัน (หมู่ที่ 2 ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน) บ้านทุ่งมะปรัง (หมู่ที่ 1 ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน) จนถึงบ้านบูเก็ตยามู (หมู่ที่ 7 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน) ได้หยุดพักแล้วออกสำรวจเห็นเป็นพื้นที่ราบ กว้างขวาง มีภูเขา และลำคลองที่มีน้ำต่ำกว่าตลิ่งเพียงแค่ศอก มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นชัยภูมิที่เหมาะสมต่อการตั้งค่าย

        ท่านดาโต๊ะลักษมาณาฯ จึงได้สั่งการให้ทหารจัดตั้งฐานทัพขึ้นบริเวณเชิงเขาริมน้ำ พร้อมทั้งตัดไม้ ถางป่า เตรียมพื้นที่การเพาะปลูกพืชเพื่อเป็นเสบียงในการออกรบ

        ท่านดาโต๊ะลักษมาณา ได้สั่งการให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งออกหาข่าวและแหล่งที่ตั้งค่ายของโจรสลัดแดงจนะกระทั่งรู้อย่างละเอียดชัดเจนแล้ว

        ในเวลาผ่านไปไม่นานนักพืชที่ปลูกเริ่มออกผลและสามารถเก็บเกี่ยวได้ จึงได้สั่งการให้ทหารตัดต้นไผ่ต่อเป็นแพ เพื่อบรรุทกพืชผัก เสบียงอาหาร และสัมภาระ พร้อมอาวุธซ่อนไว้ล่องแพไปตามคลองมำบังจนถึงด่านเก็บส่วย

        เมื่อโจรสลัดแดงเห็นแพของท่านดาโต๊ะลักษมาณาฯ ก็คิดว่าเป็นแพของชาวบ้าน จึงสั่งให้หยุดแพและลงไปเก็บส่วย ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน (ซาฮัดซอและห์) และกลุ่มทหารได้โอกาสคว้าดาบที่ซ่อนไว้ออกมาทำการต่อสู้

        กลุ่มโจรเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงหลบหนีกลับไปยังค่ายใหญ่ แจ้งหนัวหน้าโจรว่าดาโต๊ะลักษมณา ปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) เป็นแม่ทัพนำทหารมาด้วยตนเอง

        ฝ่ายดาโต๊ะลักษมณา ปะดุกาต่วน(ซาฮัดซอและห์) ได้ไล่ติดตามไปที่ค่ายใหญ่(ที่ตั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในปัจจุบัน) ได้เห็นกลุ่มใจรลงเรือหลบหนีออกทะเล จึงได้สั่งทหารจัดเรือออกไล่ติดตาม

        ในขณะที่กำลังติดตามไล่ล่ากลุ่มโจรสลัดแดงออกไปกลางทะเล ได้เกิดพายุคลื่นลมแรงขึ้นอย่างกระทันหัน จึงได้สั่งให้ทหารนำเรือหลบพายุที่เกาะแห่งหนึ่ง ต่อมาเกาะนี้ชาวบ้านตั้งชื่อว่า "เกาะลักษมณา"

        เมื่อพายุคลื่นลมสงบจึงกลับขึ้นฝั่งเข้ายึดค่ายของโจรสลัดแดงไว้ พร้อมทั้งให้ทหารเฝ้าควบคุมดูแลประจำการ

        ส่วนที่ตั้งฐานทัพบริเวณเชิงเขา ท่านดาโต๊ะลักษมาณาได้สั่งการให้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ต่อมาสถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า "บูเก็ตยามู"

        คำว่า "บูเก็ต" แปลว่า ภูเขา

        คำว่า "ยามู" แปลว่า การเลี้ยง

        บูเกตยามู หรือบูเก็ตยามู เป็นมาษามาลายู แปลเป็นภาษาไทยว่า "การจัดเลี้ยงอาหารที่ภูเขา และต่อมาได้ตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านบูเก็ตยามู" ตามที่ชาวบ้านเรียกขานมาจนถึงปัจจุบัน คือหมู่ที่ 7 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน

        หลังจากที่บ้านเมืองในมูเก็มสะโตยสงบ ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพและอยู่เย็นเป็นสุข ท่านดาโต๊ะลักษมณาปะดุกาต่วน (ซาฮัดซอและห์) ได้ เดินทางกลับไปเมืองไทรบุรีเพื่อรายงานผลการปราบโจรในครั้งนี้ ทำให้พระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) มีความปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งและขอให้ท่านไปอยู่ควบคุมดูแลมูเก็มสโตย

        ต่อมาท่านดาโต๊ะลักษมณา ปะดุกาต่วน (ซอฮัดซอและห์) ได้ปฏิบัติตามคำขอร้องของพระยารัตนสงคราม (ตนกูปะแงรัน) โดยเดินทางกลับไปเมืองมะละกาและได้นำบุตรจำนวน 5 คน มุ่งสู่มูเก็มสโตย

        ต่อมาได้สั่งการให้ทหารก่อสร้างที่ทำการปกครองบริเวณที่ตั้งค่ายของโจรสลัดแดงที่ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมคลองมำบัง(ด่านตรวจนเมาเมืองสตูลในปัจจุบัน) เพื่อใช้ในการว่าราชการงานเมือง

        เมื่อเสร็จสิ้นการศึก ท่านดาโต๊ะลักษมาณาฯ จึงโปรดให้ทหารสลายตัวไปประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัด

        เมื่อได้รับคำบัญชาให้ทหารเป็นอิสระ ประชาชนส่วนหนึ่งที่มีความชำนาญในการทำสวน ได้ติดตามโต๊ะดุสน (แม่ทัพคนสำคัญของท่านดาโต๊ะลักษมาณา) โดยการล่องแพไปตามสายน้ำไปตั้งถิ่นฐานยังทิศตะวันตก ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่า"บ้านดุสน" แปลว่า บ้านสวน

        กำลังพลอีกส่วนหนึ่งที่มีชำนาญในการทำนา ได้เดินทางไปยังทิศเหนือ โดยไปตั้งถิ่นฐานเพื่อประกอบอาชีพทำนายังที่ราบลุ่มและมีสายน้ำชุ่มชื่นเหมาะแก่การเพาะปลูกข้าว

        บริเวณแห่งนี้ มีต้นไม้ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ทั่วไป ชาวบ้านเรียกว่า "ต้นปริก"(ปัจจุบันได้สูญพันธ์ไปแล้ว) จากการประกอบอาชีพของคนกลุ่มนี้ คือการทำนาเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านจึงได้มีการขนานนามว่า "บ้านนาปริก" นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

        บ้านนาปริกในปัจจุบัน ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

        การเดินทาง ใช้เส้นทาง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 406 (หาดใหญ่ - สตูล) ถนนยนตรการกำธร แยกไปทางทิศตะวันออกระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 54-55 (บริเวณเขาโต๊ะซำ) ไปตามทางหลวงชนบทหมายเลข 3022 ระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นเส้นทางลัดไปประเทศมาเลเซีย โดยผ่านด่านศุลกากรที่ด่านวังประจัน หรือไปเที่ยวน้ำตกยาโรย ทะเลบัน หรือไปอาบน้ำแร่ที่บ่อน้ำพุร้อน และน้ำตกโตนปาหนันก็ไม่ไกล  เส้นทางที่ใช้เป็นถนนลาดยางตลอดสาย

การปกครอง

        บ้านนาปริกมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน จำนวน 4 ครั้ง

        1.นายสะอาด เทศอาเส็น เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก

        2.นายอับดุลกาหรีม เส็มละ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2

        3.นายก็หลัด บินหมาน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3

        4.นายหยัน โต๊ะประดู่ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน

การบริหาร

        บริหารงานโดยองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน มีสมาชิก อบต.จำนวน 2 คน

        1.นายก็หลัด บินหมาน ตำแหน่ง ประธาน อบต.ควนโดน

        2.นายอิสดาเร๊ะ โต๊ะดูสน ตำแหน่ง สมาชิก อบต.ควนโดน